วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ครั้งที่ 6 วันที่ 21 กันยายน 2563

 บันทึกการเรียนครั้งที่ 6

กิจกรรมที่ 1

กิจกรรมสร้างเกมการศึกษาที่สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ของตอนเอง (วันจันทร์-วันศุกร์)


วันจันทร์-วันพฤหัสบดี

วันศุกร์

☺เกร็ดความรู้☺

1.จับคู่                        2.มิติสัมพันธ์

3.เรียงลำดับ              4.ภาพตัดต่อ

5.ภาพต่อปลาย          6.ล็อตโต

กิจกรรมที่ 2

การคิดกิจกรรมกลางแจ้งที่สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ของตอนเอง (วันจันทร์-วันศุกร์)

วันจันทร์-วันพฤหัสบดี

วันศุกร์

กิจกรรมที่ 3

กิจกรรมเขียนแบบร่างกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ของตอนเอง (วันจันทร์-วันศุกร์)

แบบร่างกิจกรรม


☺เกร็ดความรู้☺

กิจกรรมที่จัดขึ้นควรสอดคล้องกับวิธีการที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้

☟ขั้นตอนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์☟

ขั้นที่ 1 การใช้เพลง คำคล้องจอง นิทาน

ขั้นที่ 2 สนทนาเกี่ยวเนื้อหาเพลง คำคล้องจอง นิทาน

ขั้นที่ 3 การใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กนอกเหนือจากเพลง คำคล้องจอง นิทาน

ขั้นที่ 4 เข้าสู่เนื้อหาโดยมีสื่อเข้ามาช่วยในการเรียนการสอน

ขั้นที่ 5 สรุป ทนทวนเนื้อหา

❤รูปภาพบรรยากาศในห้องเรียน❤




ประเมินตนเอง

มีความตั้งใจในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย และรับฟัง ข้อเสนอแนะของอาจารย์อย่างตั้งใจ

ประเมินเพื่อน          

เพื่อน ๆ ทุกคนตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี

ประเมินอาจารย์

อาจารย์ให้คำแนะนำในการจัดกิจกรรมได้อย่างดี และมี วิธีการสอนที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย

 

ครั้งที่5 วันที่ 14 กันยายน 2563

 บันทึกการเรียนครั้งที่ 5


กิจกรรมที่ 1

กิจกรรมร่วมกันร้องเพลงเก็บเด็กเพื่อทบทวนความจำในเนื้อหาของเพลงและเทคนิคการร้องเพลงที่ถูกวิธี ทั้งการร้องแบบกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่



กิจกรรมที่ 2

การนำเสนอ “กิจกรรมศิลปะ” โดยกิจกกรมที่นำเสนอจะต้องสอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ของกลุ่มตนเอง คือ หน่วย ร่างกายของฉัน




❀เกร็ดความรู้❀

                 ศิลปะ        ⇒   นำไปสู่ความคิดที่สร้างสรรค์

                                   ⇒    พัฒนาคนให้มีกระบวนการทางด้านความคิดสร้างสรรค์

                                   ⇒    การที่เด็กได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย ใช้อุปกรณ์ สี

                                   ⇒    ที่หลากหลายทำให้เด็กเกิดความคิด นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์

            การทำศิลปะ   ⇒   นำไปสู่การออกแบบ



ประเมินตนเอง

ตั้งใจในการทำกิจกรรม และให้ความร่วมมือเป็นอย่าง

ประเมินเพื่อน

            เพื่อน ๆ ทุกคนให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี

ประเมินอาจารย์

 อาจารย์ให้การแนะนำในการหากิจกรรม ให้เทคนิคในการร้องเพลงที่มีความน่าสนใจ

 


ครั้งที่ 4 วันที่ 31 สิงหาคม 2563

 บันทึกการเรียนครั้งที่ 4

กิจกรรมที่ 1

Executive Functions (EF)

ทักษะสมอง EF เพื่อชีวิตที่สำเร็จ

ทักษะสมอง EF ที่สำคัญ มีทั้งหมด 9 ด้าน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ
กลุ่มทักษะพื้นฐาน  /  กลุ่มทักษะกำกับตนเอง  /  กลุ่มทักษะปฏิบัติ

ทักษะสมอง EF ประกอบด้วย 9 ด้าน ได้แก่

• ทักษะการจำเพื่อใช้งาน (Working Memory)

• ทักษะยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibition)

• ทักษะยืดหยุ่นความคิด (Shift/Cognitive Flexibility)

• ทักษะควบคุมอารมณ์ (Emotional Control)

• ทักษะจดจ่อใจใส่ (Focus/Attention)

• ทักษะติดตามประเมินตนเอง (Self-Monitoring)

• ทักษะริเริ่มและลงมือทำ (Initialing)

• ทักษะวางแผนและจัดระเบียบดำเนินการ (Planning and Organizing)

• ทักษะมุ่งเป้าหมาย (Goal-Directed Persistence) 

ทักษะสมอง EF (Executive Functions) คือ ชุดกระบวนการคิด ที่ทำงานในสมองส่วนหน้าของเรา ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อข้อมูลจากประสบการณ์ในอดีตเข้ากับปัจจุบัน ทำให้รู้สึกยั้งคิดยั้งใจ ชะลอความอยาก กำกับพฤติกรรมและอารมณ์ของเราได้ ช่วยปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป สามารถตัดสินใจ แก้ปัญหา วางแผนบริหารจัดการงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง

นักวิทยาศาสตร์พบว่า ทักษะ EF ทำให้เราสามารถกำกับควบคุมตัวเองได้ (Self-Regulation) สามารถคิดในระดับสูง (High-Level Cognitive Functions) ได้ดีกว่าสัตว์ นั่นคือ มนุษย์สามารถใช้เหตุและผลได้ ควบคุมสัญชาตญาณและความรู้สึกให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมได้ สามารถวางแผนและดำเนินการสิ่งยากๆ ได้ พูดได้ว่าทักษะสมอง EF คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เราเป็น “มนุษย์” แตกต่างไปจากสัตว์นั่นเอง


✿รูปภาพการทำกิจกรรม EF✿



กิจกรรมที่ 2

การสอบสอน กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ

❤หน่วย ร่างกายของฉัน❤






✿รูปภาพบรรยากาศขณะทำกิจกรรม✿







ประเมินตนเอง

ตั้งใจทำกิจกรรมและทำหน้าที่ของตนเองได้ดี

ประเมินเพื่อน

เพื่อนตั้งใจทำกิจกรรม อาจมีติดเล่นเกินไปบ้าง และยัง ขาดการกล้าแสดงออกและการเตรียมพร้อม

ประเมินอาจารย์

 อาจารย์มีกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจ มีเทคนิค ใหม่ๆ มาเสนอตลอด และคอยใช้คำถามกระตุ้นตลอด





ครั้งที่2วันที่ 27 สิงหาคม 2562

RECORDING DIARY 2

บันทึกการเรียน ครั้งที่ 2



กิจกรรมที่ 1

สร้างแผนผังความรู้เรื่อง แผนการจัดประสบการณ์เคลื่อนไหวและจังหวะ


ภาพแผนผังแผนการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนพญาไท



กิจกรรมที่ 2


วิเคราะห์การสังเกตการณ์การสอน ของโรงเรียนดังกล่าวที่นักศึกษาได้ไปสังเกตการสอน











1.โรงเรียนวัดไตรรัตนาราม ชื่นชูใจราษฎร์อุทิศ

2.โรงเรียนวัดนวลจันทร์

3.โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

4.โรงเรียนเกษมพิทยา

5.โรงเรียนพญาไท

6.โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี)

7.โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

 

กิจกรรมที่ 3

ทบทวนเกี่ยวกับเรื่อง รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ในเด็กปฐมวัย


❤รูปแบบที่ 1 มอนเตสซอรี่❤

หลักสูตรการสอนแบบมอนเตสซอรี่

    หลักสูตรการสอนแบบมอนเตสซอรี่ ดร.มาเรีย มอนเตสซอรี่ ผู้ริเริ่มคิดและจัดตั้งวิธีการสอนแบบมอนเตสซอรี่ จากความเชื่อในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กในระยะเริ่มต้นว่า จุดมุ่งหมายในการให้การศึกษาในระยะแรกนั้น ไม่ใช่การเอาความรู้ไปบอกให้เด็ก แต่ควรเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามความต้องการตามธรรมชาติของเขา การที่จะช่วยให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามขั้นตอนของความสามารถนั้น ควรจะต้องพัฒนาการสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการของเด็ก ที่ต้องการจะเป็นอิสระในขอบเขตที่กำหนดไว้ให้ ตลอดจนการจัดสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ และพิถีพิถัน การสอนแบบมอนเตสซอรี่ ได้มาจากการที่มอนเตสซอรี่ได้สังเกตเด็กในสภาพที่เป็นจริงของเด็ก ไม่ใช่สภาพที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็น จากการสังเกตเด็ก จึงได้พัฒนาวิธีการสอน การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์การสอนต่างๆ ขึ้นมาใช้ โดยเริ่มต้นจากการทดลองที่โรงเรียน ที่มอนเตสซอรี่เข้าไปรับผิดชอบ ที่เรียกว่า Casa Dei Bambini หรือ Children's House แล้ววิธีการสอนนี้จึงได้แพร่หลายต่อไปจนทั่วโลกเช่นในปัจจุบัน หลักสูตรพื้นฐานสำหรับเด็กอายุ 3 ถึง 6 ขวบ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่

        1. การศึกษาทางด้านทักษะกลไก (Motor Education)

        2. การศึกษาทางด้านประสาทสัมผัส (Education of the Senses)

        3. การตระเตรียมสำหรับการเขียนและคณิตศาสตร์ (Preparation for Writing and Arithmetic)

วิธีการจัดการเรียนการสอน

        เน้นการเรียนรู้ตามลำดับขั้น ไม่ต้องการให้เด็กลองผิดลองถูก สร้างสมาธิ ความมั่นใจ ครูสามารถวินิจฉัยและแก้ปัญหาการเรียนรู้ของเด็กได้ โดยสาธิตและฝึกให้เด็กเรียนรู้และตัดสินใจด้วยตนเอง

                    การเตรียม            =   ครูเตรียมอุปกรณ์การศึกษาเด็กสามารถเข้าเรียนแบบคละอายุได้

                    การดำเนินการ      =  ขั้นนำ เด็กเลือกอุปกรณ์การศึกษาตามความสนใจ ,ขั้นสอน ครูสาธิตให้เด็กดู

                    ขั้นสรุป ครูให้เด็กเก็บอุปกรณ์ ครูบันทึกความรู้ ครูบันทึกรายการอุปกรณ์

 

❤รูปแบบที่ 2 วอลดอร์ฟ (Waldorf  Method)❤

หลักการสอน

                หัวใจของการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ  คือ  การสร้างความสมดุลของจิตมนุษย์  3  ประการ  ได้แก่  ความคิด  ความรู้สึก  และการกระทำ  โดยไม่มีการรบกวนจากเทคโนโลยีภายนอก  ความสงบทางจิตใจจะช่วยให้เด็กเรียนรู้จากการใช้วินัยในตนเอง

วิธีจัดการเรียนการสอน

               การเรียนการสอนตามแบบวอลดอร์ฟเป็นวิธีการตามแบบธรรมชาติ  เป็นไปตามบรรยากาศของชุมชนและตารางกิจกรรมประจำวัน  ที่ครูและผู้เรียนจะเรียนรู้ร่วมกันตามความสนใจของเด็ก  วิธีการจัดการเรียนการสอนจะเป็นการจัดกระทำทั้งระบบตั้งแต่บรรยากาศของโรงเรียน  สิ่งแวดล้อมและห้องเรียนต้องเป็นไปตามวิถีธรรมชาติ  รวมถึงการจัดการเรียนการสอนของครู  ในขั้นตอนการสอนของครูจะมีลักษณะเฉพาะต่างจากการเรียนการสอนแบบอื่น ๆ  ตรงที่การกระตุ้นการเรียนรู้เริ่มจากการแสดงแบบให้เด็กเห็นตามบรรยากาศที่จูงใจ

 

❤รูปแบบที่ 3 ไฮสโคป  (High/Scope)❤

 

แนวคิดสำคัญ

        แนวการสอนแบบไฮ/สโคปเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย  ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับการพัฒนาการของเด็กและการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น

การเรียนการสอน

        การเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป เป็นการสร้างองค์ความรู้จากการที่เด็กได้ลงมือจัดกระทำกับอุปกรณ์ หรือสิ่งแวดล้อมซึ่งถือเป็นประสบการณ์ตรง  โดยที่ครูจะเป็นคนเตรียมอุปกรณ์ให้กับเด็กและกระตุ้นให้เด็กพัฒนาและดำเนินกิจกรรม โดยใช้หลักปฏิบัติ 3  ประการ  คือ

-             การวางแผน ( Plan ) เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติหรือดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมาย  มีการสนทนาระหว่างครับเด็ก  ว่าจะทำอะไร อย่างไร  การวางแผนกิจกรรมอาจจะใช้แสดงด้วยภาพหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็ก  เป็นกระบวนการที่เด็กมีโอกาสเลือก และตัดสินใจ

-              การปฏิบัติ ( Do ) คือการลงมือกระทำตามแผนที่วางไว้  เป็นส่วนที่เด็กได้ร่วมกันคิด แก้ปัญหา  ตัดสินใจและทำด้วยตนเอง  เป็นส่วนที่เด็กได้มีการพัฒนาการพูดและปฏิสัมพัธ์ทางสังคมสูง

-              การทบทวน ( Review ) เป็นช่วงที่ได้งานตามจุดประสงค์  ช่วงนี้จะมีการอภิปรายและเล่าถึงผลงานที่เด็กทำเพื่อทบทวนว่า เด็กสามารถปฏิบัติตามแผนที่วางไว้หรือไม่  มีการเปลี่ยนแปลงแผนอย่างไร  และชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างแผนกับการปฏิบัติ  และผลงานที่ทำ รวมถึงการเล่าประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับ

            การที่เด็กได้ลงมือทำงามหรือกิจกรรมด้วยความสนใจ  จะทำให้เด็กสนุกกับการทกงาน  การทำตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ผลงานที่เกิดขึ้นนับเป็นความสำเร็จของเด็กในการลงมือทำกิจกรรมกับเพื่อนอย่างมีความสุข

 

❤รูปแบบที่ 4 (Project Approach)❤

การสอนแบบโครงการ

         Project Approach (การสอนแบบโครงการ) เป็นการเรียนที่มุ่งเน้นให้เด็กมีส่วนร่วมและกระตุ้นให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่เด็กสนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็ก และตอบสนองตามความต้องการที่หลากหลายของเด็ก ๆ โดยเป็นกิจกรรมเชิงปฏิบัติที่เน้นให้เด็กลงมือทำได้ด้วยตัวเอง

การสอน 3 ระยะของ Project Approach

การเรียนรู้แบบ Project Approach แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 : การเริ่มต้นโครงการ

         คุณครูร่วมกันอภิปรายหัวข้อกับเด็ก ๆ เพื่อค้นหาประสบการณ์ที่เด็กมี สิ่งที่เด็กรู้แล้ว และสิ่งที่เด็กอยากรู้ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ และแสดงความเข้าใจแนวคิดที่เกี่ยวข้อง จากการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน คุณครูจะใช้คำถามถาม เพื่อกระตุ้นให้เด็กตอบคำถาม และทำจดหมายเกี่ยวกับหัวเรื่องการเรียนรู้ของโครงการส่งกับบ้านถึงผู้ปกครอง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ปกครองได้พูดคุยกับลูกเกี่ยวกับหัวข้อนั้น ๆ และแบ่งปันความรู้ให้กับเด็ก ๆ เพื่อเด็กจะได้นำความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้รับมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ ในห้องต่อไป

ระยะที่ 2 : การพัฒนาโครงการ

         ขั้นตอนนี้จะเป็นการจัดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ทำงานภาคสนามและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เด็กสนใจเรียนรู้ โดยคุณครูจะเป็นผู้จัดหาทรัพยากรต่าง ๆ เช่น หนังสือ เอกสารงานวิจัย พร้อมทั้งแนะนำวิธีการตรวจสอบที่หลากหลายให้กับเด็ก เพื่อช่วยเด็กในการสืบค้นและรวบรวมข้อมูลด้วยวัตถุจริง เปิดโอกาสให้เด็กแต่ละคนมีส่วนร่วมในการเป็นตัวแทนของสิ่งที่เค้ากำลังสืบค้น และช่วยให้เด็กสามารถทำงานตามความสามารถของตัวเองได้ เช่น บางคนมีทักษะพื้นฐานด้านงานประดิษฐ์ การวาดภาพ การนำเสนอ และการเล่นละคร โดยคุณครูช่วยสนับสนุนให้เด็กได้ทำงานตามความถนัดของแต่ละคนผ่านการอภิปรายในห้องเรียน ซึ่งหัวข้อของ Mind Map ที่ออกแบบไว้ก่อนหน้า จะให้ข้อมูลย่อเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการด้วยค่ะ

ระยะที่ 3 : การสรุปโครงการ

         เด็กและคุณครูร่วมกันจัดนิทรรศการ โดยให้เด็กแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับหัวข้อ Project Approach ให้เด็ก ๆ ช่วยกันอภิปรายถึงหลักฐานที่สืบค้น เปรียบเทียบการตั้งสมมุติฐานว่าตรงกันหรือไม่ เล่าเรื่องโครงการของพวกเขาให้ผู้อื่นฟัง โดยเน้นจุดเด่นของโครงการ คุณครูและผู้ปกครองช่วยเด็ก ๆ วางแผนการดำเนินการ พร้อมเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เด็ก ๆ ทำและค้นพบ อย่างเต็มความสามารถ ความสนุกสนาน ความกระตือรือร้นและความภูมิใจในตัวเด็กผ่านผลงานต่าง ๆ ทั้งนี้ครูควรบันทึกความคิดและความสนใจของเด็กในระหว่างการทำโครงการ เพื่อเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงทางความสนใจ ความรู้ และความคิดของเด็ก ๆ ว่าก่อนเริ่มโครงการและหลังจากสรุปโครงการมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และเพื่อเป็นแนวทางในการหาหัวข้อของโครงการในครั้งต่อไป


ประเมินอาจารย์  
➤อาจารย์ให้คำแนะนำและพูดให้ข้อมูลได้อย่างเข้าใจและตรงเวลา

ประเมินเพื่อน
➤เพื่อนๆตั้งใจที่จะรับฟังการแนะนำและให้ข้อมูลของอาจารย์อย่างตั้งใจ

ประเมินตนเอง
➤พยายามตั้งใจฟังในสิ่งที่อาจารย์ให้ข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์